::: ซีรีย์ "โตขึ้นผมจะเป็นตำรวจ" :::
::: 3rd :::
::: ที่นั่งของตำรวจ :::
.
หลังจากที่ให้ลองเลือกโซฟาในตอนก่อนกันไปแล้ว บทนี้ก็มาอ่านคำตอบกันดูครับว่า โซฟาที่แต่ละคนเลือกบ่งบอกอะไรบ้าง
มาไล่ดูกันทีละตัว
.
แบบA ผู้ใส่ใจ
คุณเป็นคนประเภทที่สามารถนั่งฟังเรื่องราวชีวิตของใครสักคนได้ทั้งวัน วิถีชีวิตของผู้คนดึงดูดใจคุณเสมอ คุณสนใจในคนอื่นๆ โดยธรรมชาติ ซึ่งนั่นอาจทำให้คุณดูเหมือนเป็นพวกอยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้านเขาสักหน่อย คนอื่นๆ มองว่าคุณใช้ชีวิตแบบเรื่อยเฉื่อยไม่สนใจโลก นิ่ง ขรึม ไม่น่าคบหาเลย แต่ที่จริงแล้วคุณเป็นคนที่กระตือรือร้นและช่างคิดวิเคราะห์ พฤติกรรมของมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าค้นหาอย่างยิ่งสำหรับคุณ และคุณก็หลงใหลสิ่งนี้เอามากๆ คุณแพ้ทางคนที่มีนิสัยเหมือนกัน เรียกว่าไม่ชอบให้คนรู้ทันก็ไม่ผิด
ลักษณะงานที่เหมาะสมกับคุณคือ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักสืบ หรืองานอื่นๆ ที่ต้องใช้ทักษะในการพูดคุยติดต่อสื่อสารหรือค้นหาความจริง
.
แบบB ผู้ลึกซึ้ง
คุณสามารถนั่งอ่านหนังสือยากๆ และมีเนื้อหาที่ซับซ้อนได้ทั้งวัน มักหมกมุ่นอยู่กับการใช้ความคิด ยิ่งลึก ยิ่งซับซ้อน คุณก็ยิ่งชอบ คนอื่นๆ มองว่าคุณเป็นคนไม่สนโลก แต่จริงๆ แล้วเรื่องความจริงของโลกหรือสัจธรรมแท้ๆของโลกนี่แหล่ะที่คุณสนใจจนไม่แยแสเรื่องไร้สาระที่คนอื่นสนใจกัน เมื่อคุณสนใจสิ่งใด คุณจะยิ่งศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้งจนรู้แจ้งเห็นจริง ชนิดที่ว่ากล้านำไปถกเถียงกับคนที่เรียกว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ซะอีก
ลักษณะงานที่เหมาะสมกับคุณคือ นักวิชาการ ครูอาจารย์ นักเขียน นักโบราณคดี งานที่ต้องค้นคว้า
.
แบบC ผู้เฉียบแหลม
คุณเป็นคนที่สามารถให้ความบันเทิงกับคนอื่นๆ ได้ทั้งวันด้วยมุกตลกที่ยอดเยี่ยม คุณรู้จังหวะในการพูด และเชื่อว่าคนเราต้องแสดงให้ผู้อื่นเห็นความสามารถในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด เพื่อที่เขาจะได้เห็นอะไรดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ คนอื่นๆ มองว่าคุณวางมาด ขี้เก๊ก และคุณก็มักยอมรับว่าคุณเป็นแบบนั้นจริงๆ คุณสามารถวิเคราะห์สิ่งต่างๆรอบตัวได้อย่างง่ายดาย และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตของคุณเสมอ
อาชีพ : นักวิจารณ์ นักพูด นักขาย นักการตลาด
.
แบบD ผู้สร้างสรรค์
คุณเป็นคนที่นั่งวางแผนโครงการต่างๆ ได้ทั้งวัน การค้นพบและความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่คุณชื่นชอบ โดยมากแล้วคุณมีงานอดิเรกที่น่าตื่นเต้นและท้าทาย คนอื่นอาจมองว่าคุณเป็นคนหมกมุ่น ซึ่งมันก็จริง แต่คุณสามารถบริหารมันได้อย่างพอเหมาะ คุณชอบการทดลอง การเรียนรู้ และการนั่งคิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างด้วยโจทย์ที่ว่า มันสามารถดีกว่านี้ได้
อาชีพ : นักวิทยาศาสตร์ ครีเอทีฟ นักการเมือง
.
แบบE นักผจญภัย
คุณเป็นคนที่สามารถมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบินหรือรถไฟได้อย่างไม่มีวันเบื่อ ความแปลกใหม่คือสิ่งที่คุณค้นหาเสมอ อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นคน งาน สถานที่ จะดึงดูดให้คุณสนใจเสมอ คนอื่นมองว่าคุณเป็นพวกไม่ยอมหลับยอมนอน ซึ่งมันก็จริง เพราะคุณชอบเที่ยว และที่สำคัญเจ้าชู้ด้วย คุณชอบการเดินทาง และคิดว่าช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในการเดินทางคือช่วงระหว่างการเดินทาง ไม่ใช่การไปถึงจุดหมายของการเดินทาง
อาชีพ : นักบิน นักสำรวจ งานที่ต้องเดินทาง
.
แบบF นักคิด
คุณเป็นคนที่สามารถนั่งอยู่ที่ใดที่หนึ่งได้เป็นเวลานานๆ โดยไม่เบื่อ และไม่ค่อยถูกใจคนที่อยู่นิ่งๆ ไม่เป็น โลกใบนี้คือความบันเทิง มีเรื่องราวอีกมากมายและน่าค้นหา คนอื่นอาจมองว่าคุณเป็นคนประหลาด ชอบล้อเลียนคุณ แต่โชคดีที่มันจะเกิดขึ้นแค่นั้น เพราะเขารู้ดีว่าถ้าคุณเอาจริงขึ้นมาคุณจะน่ากลัวมาก เพราะคุณมุ่งมั่น มีความคิดเป็นแบบฉบับของตัวเอง และพัฒนามันอยู่เสมอ
อาชีพ : นักปรัชญา นักค้นคว้า นักวิจัย
.
แบบG ผู้รักสงบ
คุณคือคนที่พร้อมเสมอสำหรับการช่วยเหลือคนรอบข้าง ขอเพียงแค่บอก ธรรมชาติจองคุณคือผู้ให้ คุณเป็นคนจิตใจดี มีน้ำใจ และช่วยเหลือใครๆได้โดยไม่หวังผลตอบแทน คนอื่นๆ มองว่าคุณเป็นนักเจรจาต่อรองและประนีประนอมที่ดี แต่จริงๆแล้วคุณไม่เพียงทำได้ดี คุณเก่งกาจในเรื่องนี้เลยทีเดียว
อาชีพ : ผู้นำศาสนา ที่ปรึกษา จิตแพทย์ ครูแนะแนว
.
แบบH คนมุ่งมั่น
คุณคือคนที่สามารถนั่งทำงานยากๆ ที่คนอื่นปฏิเสธได้ทั้งวัน ถ้าลงมือทำอะไรแล้วมันต้องเสร็จสิ้นเสมอ แต่จะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่อง ใครๆ มองว่าคุณโอเว่อร์ บ้างาน และไม่รู้จักหาความสุขให้ชีวิต แต่คุณตอบตัวเองได้ว่าการทำอะไรให้แล้วเสร็จเป็นความสุขของชีวิต คุณมีความสามารถในการจัดการสิ่งต่างๆ และไม่อายที่จะนำเสนอ หากเห็นว่าความคิดของคุณเป็นตัวเลือกที่อาจจะดีกว่า
อาชีพ : นักธุรกิจ ผู้จัดการ นักวางแผน
.
แบบI นักฝัน
คุณนั่งอยู่กับความคิดของตัวเองได้ทั้งวัน สำหรับคุณแล้วจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ หรืออาจจะสำคัญกว่าทุกสิ่ง บางครั้งคุณเผลอยิ้มคนเดียว คุณมีไอเดียดีๆ เสมอ แต่ทุกครั้งมักจะไม่ได้จดบันทึกไว้เพราะคิดว่าจะจำมันได้ คนอื่นมองว่าคุณมีโลกส่วนตัวสูงสุดกู่ ซึ่งมันจริง อย่าถามถึงระเบียบวินัย คุณไม่มีมันเลย
อาชีพ : นักเขียน นักแสดง อาชีพในวงการบันเทิง
.
จะเห็นได้ว่าแม้แบบทดสอบนี้จะไม่ได้บอกไว้ตรงๆ ว่าคุณเหมาะสมกับการเป็นตำรวจหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าเมื่อได้ผลลัพธ์ออกมาแล้วว่าคุณเป็นคนประเภทไหน ลองเอาไปเปรียบเทียบกับลักษณะงานของตำรวจดู คุณก็จะรู้เองครับว่าคุณเหมาะสมกับการเป็นตำรวจหรือไม่
.
อย่างไรก็ตาม แบบทดสอบเดียวอาจยังไม่สามารถกำหนดความเป็นไปต่างๆ ได้
ขอแนะนำให้ลองเข้าไปค้นหาจาก google เกี่ยวกับแบบทดสอบตามทฤษฎีการเลือกอาชีพของ จอห์น แอล ฮอลแลนด์ (John Lewis Holland) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) หรือแบบทดสอบของนักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบแบบทดสอบเพื่อบอกความถนัดในการประกอบอาชีพท่านอื่นๆ เช่น ฟิลลิป คาร์เตอร์ (Phillip Carter) ดูอีกชั้นหนึ่ง
คราวนี้แหล่ะครับ เราน่าจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้อย่างค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเราสมควรที่จะเป็นตำรวจจริงๆ หรือไม่
ถ้ายังมั่นใจ ติดตามบทความต่อๆ ไปได้เลยครับ ซีรีย์ชุดนี้จะทำให้คุณสมปรารถนา
.
###
-นิ้วกลาง-
###
5/22/2558
5/19/2558
ส่งกระจก มองตา หาคำตอบ
:::#ซีรีย์"#โตขึ้นผมจะเป็นตำรวจ":::
:::#2nd:::
:::#ส่องกระจก-#มองตา-#หาคำตอบ:::
.
อย่าหลอกตัวเองนะครับ ถามตัวเองแบบตรงไปตรงมาเลยว่าหน้าอย่างเราเหมาะที่จะเป็นตำรวจจริงๆ รึเปล่า หรือมันเป็นเพียงแค่ความอยากเฉยๆ
ต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ใช่กับสิ่งที่ชอบ อย่าให้ความตั้งใจที่จะเป็นตำรวจกลายเป็นเพียงความอยากชั่วครั้งหรือเป็นพลังชั่วคราว เพราะหลังจากนี้ไปวิถีชีวิตของเราในบางเรื่องจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้มาซึ่งการเป็นตำรวจ
จริงอยู่... สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดสอบตำรวจทุกปีและเปิดรับในจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 คนเสมอ แต่ถ้าคิดตามอัตราส่วนจากจำนวนผู้สมัครหลักเกือบแสนแล้วเราจะพบว่า ในทุกๆปีจะมีผู้สมหวังเพียงแค่จำนวนน้อยนิด
จากสถิติ 3 ปีล่าสุดจะพบว่า
ในปี 2556 เปิดรับ 1,593 อัตรา แต่มีผู้สมัครมากถึง 58,127 คน อัตราการแข่งขัน 1 ต่อ 36 คิดเป็น 2.74%
ปี 2557 เปิดรับ 6,800 อัตรา สมัคร 97,537 คน อัตราการแข่งขัน 1 ต่อ 14 คิดเป็น 6.97%
และล่าสุดปี 2558 เปิดรับ 5,000 อัตรา สมัคร 83,004 คน อัตราการแข่งขัน 1 ต่อ 16 คิดเป็น 6.02%
เป็นไงครับ ปาดเหงื่อเลย ...
.
ถ้าหากเรายังยินดีอยู่กับการเที่ยวเล่นสนุกสนาน เล่นเนท ดูหนัง ฟังเพลง หรือใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระอื่นๆ ตามประสาวัยรุ่นอยู่ รับรองเลยว่าคนจำนวนไม่เกิน 7% ในการสอบครั้งต่อไป จะไม่ใช่เราแน่
หากจะเป็นเรา... จากนี้ต่อไปชีวิตจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิถีเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สมรภูมิการแข่งขันอันโหดร้ายข้างต้น
ถามตัวเองครับ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหน มันใช่เราจริงๆ รึเปล่า
ถ้าในอีก 3-6 เดือนจากนี้ต่อไป เราจะต้องหันหลังให้กับความสนุกสนานเพื่อหันหน้าให้กับตำราและการเตรียมความพร้อมอื่นๆ เราจะทำได้เป็นอย่างดีเพื่อจุดมุ่งหมายคือการรับราชการตำรวจ (และให้คนด่า) ได้หรือไม่
.
หากยังไม่แน่ใจและกลัวว่าการส่องกระจกอาจจะทำให้เราหลอกตัวเอง ผมขอแนะนำให้ถอยห่างออกมาจากกระจกสักเล็กน้อยและลองหันไปเลือกโซฟาทั้ง 9 ตัวที่ผมเตรียมมาให้ข้างล่างนี้แทนก่อนครับ เผื่ออะไรๆ จะชัดเจนขึ้น
ออกตัวก่อนว่า ผมเคยได้การส่งต่อแบบทดสอบทางจิตวิทยานี้มาจากทางไลน์ ไม่ได้คิดขึ้นเอง ใครเป็นผู้จัดทำ หรือรู้ว่าใครจัดทำช่วยชี้แนะด้วยครับ
เชิญเลือกที่นั่งตามอัธยาศัยครับ
.
###
-นิ้วกลาง-
###
:::#2nd:::
:::#ส่องกระจก-#มองตา-#หาคำตอบ:::
.
อย่าหลอกตัวเองนะครับ ถามตัวเองแบบตรงไปตรงมาเลยว่าหน้าอย่างเราเหมาะที่จะเป็นตำรวจจริงๆ รึเปล่า หรือมันเป็นเพียงแค่ความอยากเฉยๆ
ต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ใช่กับสิ่งที่ชอบ อย่าให้ความตั้งใจที่จะเป็นตำรวจกลายเป็นเพียงความอยากชั่วครั้งหรือเป็นพลังชั่วคราว เพราะหลังจากนี้ไปวิถีชีวิตของเราในบางเรื่องจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้มาซึ่งการเป็นตำรวจ
จริงอยู่... สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดสอบตำรวจทุกปีและเปิดรับในจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 คนเสมอ แต่ถ้าคิดตามอัตราส่วนจากจำนวนผู้สมัครหลักเกือบแสนแล้วเราจะพบว่า ในทุกๆปีจะมีผู้สมหวังเพียงแค่จำนวนน้อยนิด
จากสถิติ 3 ปีล่าสุดจะพบว่า
ในปี 2556 เปิดรับ 1,593 อัตรา แต่มีผู้สมัครมากถึง 58,127 คน อัตราการแข่งขัน 1 ต่อ 36 คิดเป็น 2.74%
ปี 2557 เปิดรับ 6,800 อัตรา สมัคร 97,537 คน อัตราการแข่งขัน 1 ต่อ 14 คิดเป็น 6.97%
และล่าสุดปี 2558 เปิดรับ 5,000 อัตรา สมัคร 83,004 คน อัตราการแข่งขัน 1 ต่อ 16 คิดเป็น 6.02%
เป็นไงครับ ปาดเหงื่อเลย ...
.
ถ้าหากเรายังยินดีอยู่กับการเที่ยวเล่นสนุกสนาน เล่นเนท ดูหนัง ฟังเพลง หรือใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระอื่นๆ ตามประสาวัยรุ่นอยู่ รับรองเลยว่าคนจำนวนไม่เกิน 7% ในการสอบครั้งต่อไป จะไม่ใช่เราแน่
หากจะเป็นเรา... จากนี้ต่อไปชีวิตจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิถีเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สมรภูมิการแข่งขันอันโหดร้ายข้างต้น
ถามตัวเองครับ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหน มันใช่เราจริงๆ รึเปล่า
ถ้าในอีก 3-6 เดือนจากนี้ต่อไป เราจะต้องหันหลังให้กับความสนุกสนานเพื่อหันหน้าให้กับตำราและการเตรียมความพร้อมอื่นๆ เราจะทำได้เป็นอย่างดีเพื่อจุดมุ่งหมายคือการรับราชการตำรวจ (และให้คนด่า) ได้หรือไม่
.
หากยังไม่แน่ใจและกลัวว่าการส่องกระจกอาจจะทำให้เราหลอกตัวเอง ผมขอแนะนำให้ถอยห่างออกมาจากกระจกสักเล็กน้อยและลองหันไปเลือกโซฟาทั้ง 9 ตัวที่ผมเตรียมมาให้ข้างล่างนี้แทนก่อนครับ เผื่ออะไรๆ จะชัดเจนขึ้น
ออกตัวก่อนว่า ผมเคยได้การส่งต่อแบบทดสอบทางจิตวิทยานี้มาจากทางไลน์ ไม่ได้คิดขึ้นเอง ใครเป็นผู้จัดทำ หรือรู้ว่าใครจัดทำช่วยชี้แนะด้วยครับ
เชิญเลือกที่นั่งตามอัธยาศัยครับ
.
###
-นิ้วกลาง-
###
5/18/2558
เป็นตำรวจให้คนด่า
:::#ซีรีย์"#โตขึ้นผมจะเป็นตำรวจ":::
:::#1st:::
:::#เป็นตำรวจให้คนด่า:::
.
อาจเป็นอะไรที่ดูมองโลกในแง่ลบไปหน่อยนะครับ แต่ผมกล้ายืนยันในฐานะที่เป็นตำรวจมา 10 กว่าปีแล้วว่าเรื่องนี้เป็นความจริงที่สุด และเป็นของคู่กันกับความเป็นตำรวจซะยิ่งกว่า นกคู่ฟ้า ปลาคู่น้ำ
.
ตำรวจเป็นอาชีพที่ใครหลายๆคนบอกว่าต้องคำสาป ไม่ว่าจะทำดีแสนดีขนาดไหนก็จะได้แค่เสมอตัว แต่ถ้าหากลองเผลอไปทำชั่ว(แล้วมีคนรู้นะ)ดูสิครับ รับรองว่าย่อยยับ
ไม่ต้องดูอะไรมาก เอาแค่เรื่องใกล้ๆตัว แม้แต่ใน facebook ของผมเองก็แทบไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่เห็นคนด่าตำรวจ(ทั้งๆที่มันมีผมเป็น friend ด้วยนะ)
ทุกวันนี้หากเราลองเข้าไปในหน้าแฟนเพจของ youlike แล้ว จะพบเลยว่าคลิปตำรวจเป็นอะไรที่ขายดีมาก ยอดเข้าชม ยอดกดไลค์ หรือยิ่งไปกว่านั้นคือยอดคอมเมนต์จะพุ่งสูงมาก ประเด็นที่ว่าคลิปนั้นๆ เป็นเรื่องที่ตำรวจทำไม่ถูกต้องจริงๆ หรือแค่ทำไม่ถูกใจใครบางคนหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ ขอเพียงแค่คนในคลิปเป็นตำรวจ หรือแม้แต่มีตำรวจ(หรือชายไทยแต่งกายคล้ายตำรวจ)เดินหลงทางผ่านเข้ามาในกล้องแค่แวบเดียวก็ตาม สาวก youlike ก็พร้อมที่จะประเคนคำด่าใส่ด้วยถ้อยคำแสนบาดใจ
การโดนด่าของตำรวจนั้นไม่ใช่ว่าจะด่ากันแต่เรื่องลบๆ อย่างเดียว แม้แต่เรื่องบวกๆ อย่างตำรวจปลูกต้นไม้ ตำรวจร้องเพลงเปิดหมวกเอาเงินไปช่วยน้ำท่วมหรือเด็กยากไร้ หรือแม้กระทั่งตำรวจทำคลอดฉุกเฉินก็ยังไม่วายมีคนด่า บางทีผมถึงกับทึ่งในความสามารถของคนพวกนี้ ไม่รู้ไปเรียนจบอะไรมาถึงได้อุตส่าห์มองเห็นความเลวของคนที่ทำอะไรดีๆ กระทั่งเอามาด่าเป็นเรื่องเป็นราวกันได้
.
อันที่จริงศาสตร์แห่งการด่าตำรวจนี่มีอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคหรือซีกโลกไหน ต่อให้เป็นหน่วยตำรวจที่ได้รับความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพการทำงานสูงเป็นอันดับต้นๆของโลกอย่าง NYPD (New York Police Department) ก็ยังหนีไม่พ้นศาสตร์นี้ ถ้าไม่เชื่อลองเปิด youtube แล้วค้นหาคำว่า NYPD ดู ... รับรองคุณจะได้เห็นคลิปที่ตำรวจทำอะไรๆ แล้วโดนด่า ... อย่างจุใจ ถ้าหากภาพและเสียงยังไม่โดนตา ขอให้ลงไปอ่านต่อคอมเมนต์ รับรองว่าจะโดนใจไม่ต่างจากบรรยากาศในเว็บหรือคลิปของประเทศเรา
.
สาเหตุที่ตำรวจต้องถูกด่านั้นสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า นั่นเป็นเพราะลักษณะงานของตำรวจคือการบังคับใช้กฎหมาย และไอ้กฎหมายที่บังคับนี่ก็ไม่ได้เอาไปใช้บังคับปลาโลมาที่ไหน มันใช้สำหรับบังคับประชาชนในรัฐ
เมื่อตำรวจทำงานของตำรวจ ย่อมหมายถึงว่าต้องมีคนถูกตำรวจบังคับ ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ชอบให้คนอื่นที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่มาบังคับ ขนาดพ่อแม่ยังบังคับไม่ได้เลยสมัยนี้...
พอรัฐไปกำหนดว่าตำรวจมีหน้าที่ไปบังคับคนอื่น มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ตำรวจจะต้องถูกเกลียดชัง และการเกลียดชังเช่นว่านั้นก็ถูกแสดงออกมาจากคนที่เกลียดโดยทางทวารที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด นั่นก็คือ ‘ปาก’ และเราเรียกความเกลียดชังที่ถูกแสดงออกมาทางปากนั้นว่า ‘การด่า’ (แหม่...อธิบายที ผมนี่ใส่แว่นหนาเตอะ ... ดูเป็นนักวิชาการด้านการด่ามาก)
.
สำหรับใครที่กำลังคิดอยากเป็นตำรวจ ไม่ต้องไปนึกถึงเครื่องแบบ รายได้ ความตื่นเต้นท้าทาย หรืออะไรบวกๆ ทั้งหลาย ไอ้ของเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่เราชอบครับ เป็นแง่มุมของความสุข เราจะได้พบเจอกับมันอย่างแน่นอนในชีวิตของการเป็นตำรวจ
แต่โปรดลองนึกถึงเรื่องลบๆ ง่ายๆ เพียงเรื่องเดียวที่จะต้องเจอแน่ๆ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาสู่ความเป็นตำรวจ นั่นก็คือ การถูกด่า
ลองนึกดูว่าเราจะสามารถอดทนกับความไม่มีเหตุผลง่ายๆ ข้อนี้ของสังคมนี้ได้รึเปล่า
หากคิดว่ายอมไม่ได้ ไม่มีใครในโลกที่มีสิทธิด่ากู ... บอกได้เลยครับว่าอาชีพตำรวจไม่เหมาะกับคุณ หรือถ้าจะทู่ซี้ลองเป็นตำรวจให้คนด่าดูเล่นๆ สักปีสองปีเผื่อภูมิคุ้มกันจะดีขึ้นก็ตามใจ
แต่บอกไว้ก่อนว่า ที่ท่องกันสมัยเรียนอนุบาลว่า ท.ทหารอดทน ... พอมาเป็นตำรวจแล้วให้ท่องใหม่เลย
“ต.ตำรวจ ต้องอดทนกว่า”
.
###
-นิ้วกลาง-
###
+
+
+
บทความในซีรีย์ #โตขึ้นผมจะเป็นตำรวจ เขียนขึ้นเพื่อเป็น guideline ให้กับน้องๆที่อยากเป็นตำรวจหรือกำลังจะสอบตำรวจนะครับ วางแผนว่าจะเขียนเป็นตอนๆประมาณ 40 ตอน และจะโพสต์ลง 4 ที่ คือ ใน facebook ส่วนตัว , ใน เพจ นิ้วกลาง ใน เพจ EnCop ติวสอบเข้านายสิบตำรวจ และใน blog http://nuiklang.blogspot.com
เนื้อหาจะพูดถึงการสอบในแง่มุมต่างๆ ทั้งเรื่องการเตรียมตัว การสอบ ไปจนถึงการเป็นตำรวจ
อยากให้น้องๆติดตามกัน บทความในซีรีย์นี้ไม่มีข้อสอบ แต่จะทำให้น้องสอบติดได้เป็นตำรวจสมใจทุกคนแน่นอน เพราะพี่กลั่นออกมาจากใจจริงๆ ไม่อยากไม่พลาดครับ สัญญาว่าจะเขียนไม่ยาวมากในแต่ละตอน เพราะน้องส่วนมากเป็น Gen Y ต่อเนื่องถึง Gen Me ... ยาว ไม่อ่าน
ขอบคุณครับ
###
-นิ้วกลาง-
###
:::#1st:::
:::#เป็นตำรวจให้คนด่า:::
.
อาจเป็นอะไรที่ดูมองโลกในแง่ลบไปหน่อยนะครับ แต่ผมกล้ายืนยันในฐานะที่เป็นตำรวจมา 10 กว่าปีแล้วว่าเรื่องนี้เป็นความจริงที่สุด และเป็นของคู่กันกับความเป็นตำรวจซะยิ่งกว่า นกคู่ฟ้า ปลาคู่น้ำ
.
ตำรวจเป็นอาชีพที่ใครหลายๆคนบอกว่าต้องคำสาป ไม่ว่าจะทำดีแสนดีขนาดไหนก็จะได้แค่เสมอตัว แต่ถ้าหากลองเผลอไปทำชั่ว(แล้วมีคนรู้นะ)ดูสิครับ รับรองว่าย่อยยับ
ไม่ต้องดูอะไรมาก เอาแค่เรื่องใกล้ๆตัว แม้แต่ใน facebook ของผมเองก็แทบไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่เห็นคนด่าตำรวจ(ทั้งๆที่มันมีผมเป็น friend ด้วยนะ)
ทุกวันนี้หากเราลองเข้าไปในหน้าแฟนเพจของ youlike แล้ว จะพบเลยว่าคลิปตำรวจเป็นอะไรที่ขายดีมาก ยอดเข้าชม ยอดกดไลค์ หรือยิ่งไปกว่านั้นคือยอดคอมเมนต์จะพุ่งสูงมาก ประเด็นที่ว่าคลิปนั้นๆ เป็นเรื่องที่ตำรวจทำไม่ถูกต้องจริงๆ หรือแค่ทำไม่ถูกใจใครบางคนหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ ขอเพียงแค่คนในคลิปเป็นตำรวจ หรือแม้แต่มีตำรวจ(หรือชายไทยแต่งกายคล้ายตำรวจ)เดินหลงทางผ่านเข้ามาในกล้องแค่แวบเดียวก็ตาม สาวก youlike ก็พร้อมที่จะประเคนคำด่าใส่ด้วยถ้อยคำแสนบาดใจ
การโดนด่าของตำรวจนั้นไม่ใช่ว่าจะด่ากันแต่เรื่องลบๆ อย่างเดียว แม้แต่เรื่องบวกๆ อย่างตำรวจปลูกต้นไม้ ตำรวจร้องเพลงเปิดหมวกเอาเงินไปช่วยน้ำท่วมหรือเด็กยากไร้ หรือแม้กระทั่งตำรวจทำคลอดฉุกเฉินก็ยังไม่วายมีคนด่า บางทีผมถึงกับทึ่งในความสามารถของคนพวกนี้ ไม่รู้ไปเรียนจบอะไรมาถึงได้อุตส่าห์มองเห็นความเลวของคนที่ทำอะไรดีๆ กระทั่งเอามาด่าเป็นเรื่องเป็นราวกันได้
.
อันที่จริงศาสตร์แห่งการด่าตำรวจนี่มีอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคหรือซีกโลกไหน ต่อให้เป็นหน่วยตำรวจที่ได้รับความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพการทำงานสูงเป็นอันดับต้นๆของโลกอย่าง NYPD (New York Police Department) ก็ยังหนีไม่พ้นศาสตร์นี้ ถ้าไม่เชื่อลองเปิด youtube แล้วค้นหาคำว่า NYPD ดู ... รับรองคุณจะได้เห็นคลิปที่ตำรวจทำอะไรๆ แล้วโดนด่า ... อย่างจุใจ ถ้าหากภาพและเสียงยังไม่โดนตา ขอให้ลงไปอ่านต่อคอมเมนต์ รับรองว่าจะโดนใจไม่ต่างจากบรรยากาศในเว็บหรือคลิปของประเทศเรา
.
สาเหตุที่ตำรวจต้องถูกด่านั้นสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า นั่นเป็นเพราะลักษณะงานของตำรวจคือการบังคับใช้กฎหมาย และไอ้กฎหมายที่บังคับนี่ก็ไม่ได้เอาไปใช้บังคับปลาโลมาที่ไหน มันใช้สำหรับบังคับประชาชนในรัฐ
เมื่อตำรวจทำงานของตำรวจ ย่อมหมายถึงว่าต้องมีคนถูกตำรวจบังคับ ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ชอบให้คนอื่นที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่มาบังคับ ขนาดพ่อแม่ยังบังคับไม่ได้เลยสมัยนี้...
พอรัฐไปกำหนดว่าตำรวจมีหน้าที่ไปบังคับคนอื่น มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ตำรวจจะต้องถูกเกลียดชัง และการเกลียดชังเช่นว่านั้นก็ถูกแสดงออกมาจากคนที่เกลียดโดยทางทวารที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด นั่นก็คือ ‘ปาก’ และเราเรียกความเกลียดชังที่ถูกแสดงออกมาทางปากนั้นว่า ‘การด่า’ (แหม่...อธิบายที ผมนี่ใส่แว่นหนาเตอะ ... ดูเป็นนักวิชาการด้านการด่ามาก)
.
สำหรับใครที่กำลังคิดอยากเป็นตำรวจ ไม่ต้องไปนึกถึงเครื่องแบบ รายได้ ความตื่นเต้นท้าทาย หรืออะไรบวกๆ ทั้งหลาย ไอ้ของเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่เราชอบครับ เป็นแง่มุมของความสุข เราจะได้พบเจอกับมันอย่างแน่นอนในชีวิตของการเป็นตำรวจ
แต่โปรดลองนึกถึงเรื่องลบๆ ง่ายๆ เพียงเรื่องเดียวที่จะต้องเจอแน่ๆ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาสู่ความเป็นตำรวจ นั่นก็คือ การถูกด่า
ลองนึกดูว่าเราจะสามารถอดทนกับความไม่มีเหตุผลง่ายๆ ข้อนี้ของสังคมนี้ได้รึเปล่า
หากคิดว่ายอมไม่ได้ ไม่มีใครในโลกที่มีสิทธิด่ากู ... บอกได้เลยครับว่าอาชีพตำรวจไม่เหมาะกับคุณ หรือถ้าจะทู่ซี้ลองเป็นตำรวจให้คนด่าดูเล่นๆ สักปีสองปีเผื่อภูมิคุ้มกันจะดีขึ้นก็ตามใจ
แต่บอกไว้ก่อนว่า ที่ท่องกันสมัยเรียนอนุบาลว่า ท.ทหารอดทน ... พอมาเป็นตำรวจแล้วให้ท่องใหม่เลย
“ต.ตำรวจ ต้องอดทนกว่า”
.
###
-นิ้วกลาง-
###
+
+
+
บทความในซีรีย์ #โตขึ้นผมจะเป็นตำรวจ เขียนขึ้นเพื่อเป็น guideline ให้กับน้องๆที่อยากเป็นตำรวจหรือกำลังจะสอบตำรวจนะครับ วางแผนว่าจะเขียนเป็นตอนๆประมาณ 40 ตอน และจะโพสต์ลง 4 ที่ คือ ใน facebook ส่วนตัว , ใน เพจ นิ้วกลาง ใน เพจ EnCop ติวสอบเข้านายสิบตำรวจ และใน blog http://nuiklang.blogspot.com
เนื้อหาจะพูดถึงการสอบในแง่มุมต่างๆ ทั้งเรื่องการเตรียมตัว การสอบ ไปจนถึงการเป็นตำรวจ
อยากให้น้องๆติดตามกัน บทความในซีรีย์นี้ไม่มีข้อสอบ แต่จะทำให้น้องสอบติดได้เป็นตำรวจสมใจทุกคนแน่นอน เพราะพี่กลั่นออกมาจากใจจริงๆ ไม่อยากไม่พลาดครับ สัญญาว่าจะเขียนไม่ยาวมากในแต่ละตอน เพราะน้องส่วนมากเป็น Gen Y ต่อเนื่องถึง Gen Me ... ยาว ไม่อ่าน
ขอบคุณครับ
###
-นิ้วกลาง-
###
5/07/2558
ขีดๆเขียนๆ
::ขีดๆเขียนๆ::
ในช่วงที่ผ่านมา มักจะมีเพื่อนๆ inbox เข้ามาถามผมเกี่ยวกับการเขียนเรื่องราวต่างๆลงในเฟสบุค บางคนใช้ความเป็นกันเองถามอย่างตรงไปตรงมาว่าผมเขียนไปทำไม เขียนให้ได้อะไรขึ้นมา บางคนเลยเถิดไปถึงขั้นเข้าใจว่าผมอยากดัง
ผมบอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยใส่ใจกับความคิดเห็นที่ประกอบขึ้นจากความไม่เข้าใจเจตนารมย์ในการเขียนเหล่านั้น แต่หลายครั้งก็อดไม่ได้ที่จะเก็บบางคำพูดมาคิดตาม สงสัยตัวเองเหมือนกันครับว่าทำไมถึงต้องมาเขียนอะไรๆให้คนอื่นอ่านแบบนี้
ตัดประเด็นเรื่องความอยากดังออกไปก่อนนะครับ ผมไม่ใช่ประทัด บอกตามตรง(อีกครั้ง)ว่าถ้าอยากดัง ผมไปเป็นดารานานแล้ว (ถุย)
.
มีคนเคยกล่าวไว้ว่าการจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ต้องเป็นนักอ่านที่ดีก่อน ผมนี่ลุกขึ้นเถียงเลย เพราะผมเป็นนักอ่านที่ห่วยแตกมาก เป็นโรคแพ้ตัวอักษร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอักษรที่ปราศจากอารมณ์ใดๆอย่างตำราต่างๆ หรือประมวลกฎหมายสมัยที่ยังเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ
เกรดวิชากฎหมายสนับสนุนความจริงข้อนี้ครับ ถึงแม้จะจบมาเกรดเฉลี่ย 3 กว่า แต่เพราะวิชาประเภทศาสตร์แห่งตำรวจล้วนๆ วิชาที่เป็น Pure Law นี่ไปห่างๆ ไม่ถูกกัน
ย้อนกลับไปตอนเรียนที่คณะอักษรฯ ศิลปากร อาจารย์สอนอังกฤษบังคับให้อ่านหนังสือนอกเวลา จำได้ว่ามันเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงชาวญี่ปุ่นคนนึงที่หายตัวไปหรืออะไรแถวๆนั้นนั่นแหล่ะครับ แม้มันจะเป็นหนังสือเล่มบางๆภาษาอังกฤษง่ายๆ ที่ใครๆก็อ่านได้ แต่ฝันไปเถอะ สำหรับคนเกลียดการอ่านอย่างผม การประมวลเรื่องราวจากการหลอกถามเพื่อนคนนู้นทีคนนี้ทีนั้นง่ายกว่าเยอะ
.
เท่าที่จำความได้ ผมชอบเขียนมากกว่าชอบอ่าน
ความรู้สึกชอบเขียนของผมเกิดขึ้นพร้อมๆกับความนิยมในการเขียนไดอารีออนไลน์ของวัยรุ่นยุคนั้น สมัยนั้นผมเริ่มต้นกับ diaryis.com (ไม่รู้ว่าตอนนี้สาบสูญไปจากโลกแล้วรึยัง) เริ่มเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความฝันของตัวเองที่อยากเป็นทหาร-ตำรวจ เกี่ยวกับความรักบ้าง ชีวิตในโรงเรียนปทุมคงคาบ้าง ลุกลามบานปลายมาจนถึงชีวิตนักศึกษาอักษร ม.ศิลปากร ชีวิตนักเรียนนายสิบตำรวจ และก็มีอันต้องเลิกเขียนไปเพราะเว็บมันล่ม (เปรตจริง - _ - ')
หลังจากนั้นเป็นช่วงที่เรียนจบนายสิบและเริ่มรับราชการพอดี Hi5 กำลังระบาดหนัก ผมเลยได้ที่เขียนใหม่ไปโดยปริยาย Hi5 นี่แรกๆก็ดีครับ แต่หลังๆพอเปลี่ยน Theme เปลี่ยนสีสันอะไรๆได้ก็เริ่มเลอะเทอะมากขึ้น พอ facebook มาถึงโลกของผม ความเรียบง่ายของสีขาวกับสีฟ้าก็ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยและรู้สึกสงบมากกว่าที่จะเขียนอะไรต่อมิอะไรลงไป
ใครที่ถามถึง Blog ผมมีครับ แต่ไม่ถนัด เพราะฉะนั้นไม่ต้องถาม
.
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า การเขียน หรือ สิ่งที่ผมเขียน มันดีมั้ย แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้ก็คือ ยิ่งผมเขียนมากเท่าไหร่ผมยิ่งรู้สึกอยากเรียนรู้มากขึ้นเท่านั้น
ถึงจะออกตัวว่าชอบเขียนมากกว่าชอบอ่าน แต่เผลอแพล็บเดียว กลับพบว่าผมมีหนังสืออยู่ที่บ้านเป็นพันๆเล่ม นึกย้อนไปถึงทุกครั้งที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งแต่ย้ายกองร้อยตอนขึ้นชั้นปี จนถึงย้ายที่ทำงาน ย้ายบ้าน ผมจะต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวันไปกับการจัดระเบียบหนังสือของผมลงลังที่หามาสำหรับพวกมันโดยเฉพาะเสมอๆ (และมันก็หนักมากกกกก)
พวกของใช้เสื้อผ้านี่ไม่ถนอม หายไปแตกหักไปหาใหม่ได้ แต่หนังสือนี่ใครทำยับ เคือง ... ใครที่เปิดหนังสือให้มันแแบะๆ หรือแบบเปิด-วาง-รีด ผมนี่อยากจะฆ่าแม่ง
.
น่าแปลก ที่ความชอบเขียน ทำให้ผมกลายเป็นคนชอบอ่านแบบไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่ผ่านร้านหนังสือ ผมต้องเดินเข้า และมักจะอดไม่ได้ที่จะซื้ออย่างน้อย 1 เล่มติดมือออกมา สาวๆท่านใดมีโอกาสเดินห้างกับผม ถ้าอยู่ดีๆผมหายไป ไม่ต้องโทรตามนะครับ เปลืองตังค์ เดินเข้าไปหาในร้านหนังสือ รับรองเจอตัวแน่นอน
ใครที่ห้ามผมเข้าร้านหนังสือหรือซื้อหนังสือ ขอแนะนำให้ไปห้ามสายน้ำให้หยุดไหลจะง่ายกว่า (แหม่ ... คมกริบ)
.
ตอนนี้ผมกลายเป็นคนรักการอ่านไปแล้ว แม้ไม่รู้ว่านักเขียนกับนักอ่านอะไรเกิดก่อนกัน แต่ถ้าไม่มีนักหนึ่ง อีกนักหนึ่งก็ไม่เกิด ถึงจะเกิดก็ไร้ค่า แต่สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบจากการเป็นคนชอบเขียนก็คือ ผมรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเป็นกรวยอันนึง ที่ทำหน้าที่บีบความคิดดีๆจากเรื่องที่ผมเคยอ่าน ลงไปในแก้วใบหนึ่งของคนที่กำลังจะได้อ่านเรื่องที่ผมเขียน
หลายครั้ง (ส่วนมากซะด้วย) ยอมรับว่าเขียนโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากบทความของคนอื่นๆ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีนักเขียนคนใดในโลกที่ไม่เคยอ่านหนังสือของคนอื่น หรืออ่านแล้วไม่จดจำเรื่องดีๆมาเขียนใหม่ด้วยภาษาของตัวเอง
การอ่านจากหนังสือของคนอื่นเล่มเดียวแล้วเอามาเขียนใหม่อาจถูกเรียกว่าการลอก แต่การอ่านจากหนังสือของคนอื่นหลายๆเล่มแล้วเอามาเขียนใหม่ ผมถือว่ามันเป็นการสร้างสรรค์ที่เกิดจากการค้นคว้า
.
เหนืออื่นใด ผมกำลังเริ่มรู้สึกว่าการเขียนกำลังเริ่มจะสร้างความสุขแปลกๆอย่างหนึ่งให้กับผม
รูปถ่ายที่ผมแนบมากับบทความนี้ คือรูปถ่ายที่เพื่อนคนหนึ่งใน facebook ซึ่งรู้จักกันผ่านสิ่งที่ผมเขียน ส่งมาให้ เธอเอาบทความที่ผมขียนและรวมเล่มไปอ่านในชีวิตช่วงว่างของเธอ
ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าผมมีความสุขที่เห็นภาพนี้
ถึงแม้การเขียนจะยังไม่ได้สร้างรายได้ให้ผมอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ผมรู้สึกว่าผมกำลังได้อะไรมากกว่ารายได้... และที่สำคัญคือผมไม่เคยคาดหวังมันเลย ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มเขียน
แค่มีคนอ่านเรื่องที่ผมเขียนก็มีความสุขระดับหนึ่งแล้ว แต่ถึงขั้นมีคนยอมจ่ายตังค์เพื่ออ่านมัน ก็คิดเอาเองว่ามันจะรู้สึกไปถึงระดับไหน (หน้าเลือดนั่นเอง)
.
การอ่านทำให้ใครหลายๆคนมีความสุข แต่คงจะดีกว่าถ้าเราแบ่งปันความสุขนั้นให้คนอื่นๆได้ด้วยการเขียน
ผมเชื่อว่าชีวิตทุกคนมีความไม่ธรรมดาในตัวของมันเอง
เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเรื่องบางเรื่องของเราอาจช่วยฉุดกระชากคนบางคนให้ขึ้นมาจากห้วงแห่งความหลงผิดหรือความทุกข์ได้ จนกว่าเราจะลองเขียนบทความดีๆสักเรื่องหนึ่งขึ้นมา
ที่เขาว่ากันว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อย นั่นอาจเป็นเพราะยังมีคนที่คิดดีๆทำดีๆเพียงส่วนน้อยที่เขียนหนังสือดีๆให้คนได้อ่านก็เป็นได้ (จะจริงหรือไม่จริงทางสถิติก็ช่างมันเถอะ ผมเขียนเอาเท่)
.
เขียนเถอะครับ...แล้วคุณจะพบความสุขแปลกๆอย่างที่ผมพบ
.
ฝากไว้อีกเรื่อง ถ้าเราเขียนอะไรยาวๆ แล้วมีคนมาโพสต์ว่า "ยาว!ไม่อ่าน!" หรืออะไรแถวๆนั้น ให้นิ่งเสีย เพราะคนพวกนั้นกำลังบอกโลกรับรู้ถึงคุณภาพของเขาอยู่
มันเป็นเรื่องของเขากับโลก
มันไม่ใช่เรื่องที่เราต้องเข้าไปยุ่งหรือใส่ใจ
###
-นิ้วกลาง-
###
4/01/2555
ประวัติศาสตร์ตำรวจ (แบบจัดเต็ม)
ประวัติศาสตร์ตำรวจ (แบบจัดเต็ม)
คงเคยได้ยินกันจนชินหูนะครับ
ครูสอนภาษาไทยสอนว่า 'ตำรวจ' เป็นคำเขมร ... มาจากคำว่า 'ตรวจ'
ประกอบกับ ด้วยหลักคิดที่ง่ายแสนง่ายว่า "ตำรวจ" มีหน้าที่ "ตรวจตรา"
ฉะนั้นแล้ว ...
คำว่า "ตำรวจ" จะมีที่มาเป็นอื่นนั้นหาได้ไม่ ... ต้องมาจากคำว่า "ตรวจ" เป็นแน่แท้ ...
ผมแอบสงสัยว่า แล้วทำไมคำว่า "ตำรา" ถึงไม่ได้มีที่มามาจากคำว่า "ตรา" บ้าง ?
ในฐานะ 'นักเล่านิทาน' กุเรื่องไม่น่าสนใจ ให้มีประเด็นไปวันๆ ...
และในฐานะ 'ตำรวจ' คนหนึ่ง ... วันนี้ ผมจะขอร่ายยาว เกี่ยวกับ 'รากเหง้า' ของอาชีพอาถรรพ์อาชีพนี้ซักหน่อย
นักประวัติศาสตร์ท่านว่าไว้เกือบจะตรงกันว่า คำว่า 'ตำรวจ' ปรากฏขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ราวๆปี พ.ศ.2000
แต่ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ นักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ค้นพบศิลาจารึกที่เมืองละโว้ กล่าวถึง 'ตำรวจ' ไว้ในภาษาขอมว่า "ตมฺรฺวจ์" (อ่านว่า ตำ-มะ-ระ-วัด หรือ ตำ-มะ-ระ-วาด) ...
ตรงตัวพอมั้ย? ...
อ่านถึงตรงนี้ คงได้ตาสว่างกันบ้างนะครับว่า คำว่า 'ตรวจ' เกี่ยวอะไร (วะ)
ที่สำคัญเกินกว่าคำอ่าน คือความหมายของ "ตมฺรฺวจ์"
ศิลาจารึกฉบับเดียวกันพบว่า มีคำว่า "วิษย" ต่อท้ายคำว่า "ตมฺรฺวจ์วิษย" (อ่านว่า ตำ-มะ-ระ-วัด-วิ-สัย) และมีความหมายเป็นคำขยายให้ "ตมฺรฺวจ์" จำเพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น
และในศิลาจารึกแห่งประสาทสด๊กก๊อกธม ((แปลว่า ปราสาทบึงกก ... ผมแปลเอง 555+)) มีจารึกเกี่ยวกับตำแหน่งข้าราชการขอมที่น่าสนใจและอาจอุปมานำมาเทียบเคียงได้อยู่ 2 ตำแหน่ง
คือตำแหน่ง "โฉลญ์" ซึ่งพบว่ามี "โฉลญ์" อยู่ 2 สปีชีส์ คือ "โฉลญ์วิษย" และ "โฉลญ์วล" ...
"วิษย" นี้แปลว่า เมือง เขต แดน
ส่วน "วล" (อ่านว่า วะละ) นี้แปลตามอิทธิพลภาษามคธของพระพุทธศาสนา (คำว่า "พล")ได้ว่า กำลัง
ซึ่งมันก็สุดปัญญาของผมที่จะค้นคว้าหาความต่อว่า "โฉลญ์" คือใคร ทำหน้าที่อะไร แต่อาจเป็นไปได้ว่า เป็นตำแหน่งคล้ายๆกับองครักษ์ฝ่ายในซึ่งเป็นสุภาพสตรี คอยถือไม้เรียวหวดขาสาวชาววังเวลาเดินเหยียบธรณีประตูวังเหมือนในละคร 'สี่แผ่นดิน' ซึ่งในภาษาไทยอาจออกเสียงเพี้ยนไปเป็นคำว่า "โขลญ"
ด้วยเหตุผลนี้ คงพอจะอนุมานได้ว่า "ตมฺรฺวจ์" เอง ก็'อาจ'มีทั้ง "ตมฺรฺวจ์วิษย" และ "ตมฺรฺวจ์วล"
ถ้ามาวิเคราะห์กันที่คำแปล ก็ยิ่งดูดีมีเหตุผล
"ตมฺรฺวจ์วิษย" ตำรวจในเมือง ซึ่งอาจมีหน้าที่รับผิดชอบในเขตพระนคร
"ตมฺรฺวจ์วล" ตำรวจพล ซึ่งก็อาจอุปมาได้ว่าเป็น "พลตำรวจ" หรือตำรวจทั่วๆไป หรืออาจหมายถึง "กองกำลังตำรวจ"
และถ้าว่ากันตามความสวยหรูของศัพท์ "ตมฺรฺวจ์วิษย" น่าจะมีบรรดาศักดิ์สูงกว่า "ตมฺรฺวจ์วล"
ทั้งนี้ศิลาจารึกละโว้หลักเดียวกันนี้ ยังปรากฏตำแหน่ง ‘โฉลญตมฺรฺจ์วิษย' ... ขึ้นมาให้งงเล่นกันอีกตำแหน่งหนึ่ง ...
ซึ่งแน่นอน ... ขอหยุดแค่นี้ก่อน ... ไม่ไหวจะเจาะจริงๆ มันชักจะเลอะเทอะกันไปใหญ่
อย่างไรก็ตาม ... ในหนังสือ 'เขมรใช้...ไทยยืม' ของอาจารย์ศานติ ภักดีคำ แห่งคณะมนุษย์ศาสตร์ มศว. ได้กรุณาจาระไนไว้ว่า คำว่า "ตมฺรฺวจ์" นั้น แท้ที่จริงอาจเป็นตำแหน่งองรักษ์ที่อยู่ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์มากที่สุด เนื่องด้วย "ตมฺรฺ" หรือ "อมร" นี้แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ไม่ตาย ซึ่งถ้าว่ากันตามหลักการปกครองในสมัยนั้นที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ คำว่า "ตมฺรฺ" จะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจาก "พระมหากษัตริย์" เพียงพระองค์เดียว
ด้วยเหตุผลข้างต้นนี้ ... จึงสอดคล้องต้องกันกับการนำคำว่า "ตมฺรฺวจ์" มาใช้ในราชสำนึกสยามในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ...
คำว่า "กรมพระตำรวจ" ได้ถือกำเนิดขึ้นในสมัยนี้ และมีพัฒนาการเรื่อยมาตามยุคสมัย
ตั้งแต่สมัยอยุธยาราชธานีเรื่อยมา พอจะปรากฏคำว่า "ตำรวจ" ดังนี้
กรมพระตำรวจในขวา
กรมพระตำรวจในซ้าย
กรมพระตำรวจนอกขวา
กรมพระตำรวจนอกซ้าย
กรมพระตำรวจใหญ่ขวา
กรมพระตำรวจใหญ่ซ้าย
กรมพระตำรวจช่างทหารใน
กรมพระตำรวจสนมทหารซ้าย
จะเห็นได้ว่ากรมพระ "ตำรวจ" ต่างๆ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และความปลอดภัยของพระองค์
เท่าที่พอจะค้นได้ ตำแหน่งเจ้ากรมในกรมพระตำรวจต่างๆนั้น มีชื่อราชทินนามค่อนข้างคุ้นหู
ประเภทว่า "พระราชวรินทร์" "พระอินทรเดช" "พระพิเรนทรเทพ" "พระมหามนตรี" ฯลฯ
ส่วนแต่ละท่านจะกรมไหน ซ้าย ขวา นอก ใน ใหญ่ เล็ก... อันนี้ก็ยังเถียงกันไม่รู้จักจบสิ้น เพราะแต่ละยุคสมัย ราชทินนามเหล่านี้ก็ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนผู้มาดำรงตำแหน่ง
ไม่ใช่ว่าพูดถึง "พระพิเรนทรเทพ" ก็ตะพึดตะพือว่าเป็น "พระพิษณุโลกสองแคว" ((ฉัตรชัย เปล่งพาณิชย์)) กันไปหมด
นอกจากนี้ยังมีชื่อกรมแปลกๆที่ไม่ได้มีคำว่า "ตำรวจ" แต่ถือกันว่าเป็น "ตำรวจ" พวกหนึ่ง อาทิ กรมพลพัน กรมทนายเลือก ฯลฯ ซึ่งไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้
มาว่ากันในส่วนของอำนาจหน้าที่ ...
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์ไว้ใน "พระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน" มีความว่า
"ส่วนที่เป็นทหารรักษาพระองค์นั้น คือกรมพระตำรวจ ๘ กรม กรมพลพัน กรมทนายเลือก กรมคู่ชัก กรมทหารใน กรมเหล่านี้เป็นทหารรักษาพระองค์ ต้องนอนประจำเวรในพระบรมมหาราชวัง เมื่อมีที่เสด็จพระราชดำเนินทางบกทางเรือ ในการสงครามหรือในการประพาสก็เป็นพนักงานที่จะแห่ห้อมล้อมประจำการในที่ใกล้เคียงพระองค์ จนที่สุดเวลาเสด็จออกท้องพระโรง กรมเหล่านี้ต้องเข้าเฝ้าก่อนขุนนางกรมอื่นๆ เป็นผู้ซึ่งจะมีอาวุธเข้ามาในท้องพระโรงได้พวกเดียว
กรมพระตำรวจ ๘ กรมนั้น ได้แก่กรมตำรวจใหญ่ซ้ายขวา กรมตำรวจในซ้ายขวา กรมตำรวจนอกซ้ายขวา กรมตำรวจช่างทหารใน กรมตำรวจสนมทหารซ้าย ทุกกรมมีเจ้ากรม ปลัดกรม จ่า และนายเวร ขุนหมื่น รับพระราชทานเบี้ยหวัดเงินปี ส่วนพลตำรวจนั้นก็แบ่งเวรกันเข้าประจำการเป็นผลัดๆ
โดยเฉพาะกรมพระตำรวจใหญ่ขวาได้บังคับบัญชากรมฝีพายมาแต่เดิมด้วย เมื่อมีราชการอันใด ซึ่งเป็นทางใกล้ก็ดีหรือไปในหัวเมืองไกลก็ดี เมื่อจะต้องมีข้าหลวงออกไปด้วยข้อราชการนั้นๆ ก็ใช้กรมพระตำรวจโดยมาก เพราะฉะนั้นแม้ว่ากรมพระตำรวจแบ่งอยู่ในฝ่ายทหาร แต่ก็มิได้เกี่ยวข้องกับกรมพระกลาโหมเลยแต่เดิมมา ทั้งมีข้อห้ามมิให้เสนาบดีผู้ใดผู้หนึ่งขอให้ตั้งผู้ใดเป็นเจ้ากรมปลัดกรมพระตำรวจ ต้องแล้วแต่พระเจ้าแผ่นดินจะทรงตั้งได้พระองค์เดียว บรรดาพระราชอาญาทั้งปวงซึ่งพระเจ้าแผ่นดินจะลงโทษแก่ผู้หนึ่งผู้ใดย่อมใช้กรมพระตำรวจทั้งสิ้น จึงมิได้ให้กรมพระตำรวจอยู่ในบังคับผู้ใด ฟังคำสั่งจากพระเจ้าแผ่นดินโดยตรงแห่งเดียว
แต่กรมรักษาพระองค์นั้น ประจำรักษาพระเจ้าแผ่นดินในเวลาเมื่อมีที่เสด็จไปแห่งใดคล้ายกันกับตำรวจ แต่เมื่อถึงที่ประทับหรือเมื่อประจำอยู่ในพระบรมมหาราชวัง เป็นผู้รักษาชั้นในใกล้เคียงชิดพระเจ้าแผ่นดินกว่ากรมพระตำรวจอีก เป็นผู้ซึ่งใช้ราชการได้ตลอดถึงพระบรมมหาราชวังชั้นในในการบางสิ่ง นับว่าเป็นผู้ใกล้ชิดชั้นที่สองรองจากชาวที่ซึ่งอยู่ในฝ่ายพลเรือนลงมา แต่ไม่ได้เป็นผู้พิจารณาความศาลรับสั่ง เป็นพนักงานการซึ่งจะเป็นที่สำราญพระราชหฤทัยต่างๆ มีพนักงานรักษาต้นไม้เลี้ยงสัตว์เป็นต้น เป็นนายด้านทำการในพระบรมมหาราชวังปนกันไปกับกรมวังฯ"
นอกจากนี้ พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) เจ้ากรมพระตำรวจในซ้ายท่านสุดท้ายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ได้กรุณาเล่าไว้ว่า ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จประทับช้างทรงทั้งยามประพาสและยามสงคราม สี่เจ้ากรมพระตำรวจทั้งนอก ใน ซ้าย ขวานั้น คือผู้ทำหน้าที่เป็นจตุรงคบาท ผู้รักษาเท้าช้างพระที่นั่ง ...
ผมค้นข้อมูลต่อจากพระบรมราชาธิบายก็ได้ความว่า ...
ในกระบวนพยุหยาตราของโบราณกษัตริย์ ทั้งทางสถล (บก) และทางชล (น้ำ) นั้น ล้วนแล้วแต่มีบทบาทของ "ตำรวจ" อยู่ในกระบวน
มีการกำหนดตำแหน่งการวางตัวในกระบวนชัดเจน อย่างเช่น ในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคนั้น ก็ปรากฏชื่อ "เรือตำรวจ" 3 ลำ ทำหน้าที่เป็นเรืออารักขาหน้าหลังเรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำ คือ "สุพรรณหงส์" "นารายณ์ทรงสุบรรณ" "อนันตนาคราช "เอนกชาติภุชงค์" ...
วิเคราะห์โดยสรุป คือ ตำรวจนั้นมีหน้าที่ในการถวายความปลอดภัยแด่องค์พระมหากษัตริย์ ทั้งยังทำหน้าที่ลงอาญาแก่ไพร่ฟ้าผู้ฝ่าฝืนกฎหมายภายใต้พระบรมราชอาญาขององค์พระมหากษัตริย์ โดยเป็นการกระทำต่างพระเนตรพระกรรณ
ฟังดูแล้วเหมือนว่า ... ประเทศสยามนี้เล็กกระจิดริด พระมหากษัตริย์จะบัญชาให้ตำรวจไปจับกุมชำระความลงอาญาผู้ใดก็ได้ง่ายๆ
ถามว่าแล้วตามต่างจังหวัดห่างไกลล่ะ ... ตำรวจในพระองค์เหล่านี้ท่านไปถึงมั้ย
คำตอบก็คือ ... ก่อนสมัยเปลี่ยนแปลงปรับปรุงประเทศ หัวเมืองต่างจังหวัดต่างก็มีเจ้าเมืองเป็นของตัวเอง ชะรอยว่าเจ้าเมืองเหล่านี้มีความเป็น 'เจ้า' อยู่แล้วในเมืองของตน ฉะนั้นการปกครองภายในย่อมไม่แตกต่างจากราชธานีมากนัก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แม้กระทั่ง ปี พ.ศ.2482 ... เมืองเชียงใหม่ก็ยังมีราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ปกครอง ... มี เจ้าแก้วนวรัฐ ประพัทธอินทนันทพงษ์ ดำรงนพีสีนครเขตต์ ทศลักษณเกษตรอุดม บรมราชสวามิภักดิ์ บริรักษปัจฉิมานทิศ สุจริตธรรมธาดา มหาโยนางคราชวงศาธิบดี เป็นพระมหากษัตริย์ ...
และก็อาจอุปมาได้ว่า ระบบการปกครองแบบผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ... ก็คือระบบการรักษาความสงบเรียบร้อยในแบบฉบับของภูมิภาค มาตั้งแต่สมัยโบราณ ...
เมื่อบ้านเมืองขยายขนาดและสังคมมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในสมัยรอยต่อยุครัชกาลที่ 4 - 5 บทบาทของตำรวจซึ่งเคยจำกัดอยู่แต่ในเขตนครบาล ก็ขยายออกไปสู่ส่วนภูมิภาค
แต่ด้วยความที่คำว่า "ตำรวจ" เป็นศัพท์สูง (เพราะเป็นคำขอม เฉกเช่นเดียวกับราชาศัพท์ทั้งหลายแหล่) การเรียกชื่อผู้ทำหน้าที่ดูแลความสงบจึงยังไม่ใช้คำว่า "ตำรวจ" เพราะในความรู้สึกส่วนพระองค์ในขณะนั้น "ตำรวจ" คือผู้ทำหน้าที่องครักษ์เป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้ จึงปรากฏ "กองโปลิศ" ในยุคนั้น แทนที่จะเป็นคำว่า "ตำรวจ"
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ไอ้คนที่มาทำหน้าที่เป็นโปลิศ ในยุคแรกๆนี้ มันไม่ใช่คนไทย
ด้วยเพราะมีผู้บังคับบัญชาเป็นฝรั่งต่างชาติ จึงได้ว่าจ้างเอาแขกมาเลย์บ้าง แขกอินเดียบ้าง มาแต่งตัวเป็นโปลิศ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในพระนคร
และด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อ "กองโปลิศ" ถูกก่อตั้งครั้งแรก มีที่ทำการอยู่ทางด้านทิศใต้ของพระนคร ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อต่อมาปรากฎว่าได้เลิกจ้างแขกอินเดียเหล่านี้ให้เป็นตำรวจ ลูกหลานพระศิวะเหล่านี้จึงตกค้างอยู่ในประเทศไทย รวมตัวก่อตั้งเป็นชุมชนพาหุรัดขึ้นตราบจนปัจจุบัน ... ประกอบอาชีพค้าผ้า ค้าปืน ตามความถนัด ...
ราวๆปี พ.ศ.2441 ... ความผ่อนคลายในโบราณราชประเพณีต่างๆมีมากขึ้น พร้อมๆกับความเข้าที่เข้าทางในการใช้ภาษาของประเทศที่สับสนในช่วงปรับปรุงประเทศอย่างสยามก็มีมากขึ้น "กองโปลิศ" จึงถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น "กรมกองตระเวน" และปีเดียวกันนี้ก็มีการจัดตั้ง "กรมตำรวจภูธร"
"กรมกองตระเวน" ขึ้นตรงกับ "กระทรวงนครบาล"
"กรมตำรวจภูธร" ขึ้นตรงกับ "กระทรวงมหาดไทย"
แน่นอนครับ ... คนกรุง เปลี่ยนจากเรียกไอ้คนที่ทำหน้าที่จับชาวบ้านว่า "โปลิศ" มาเป็น "พลตระเวน"
และ คนต่างจังหวัด ก็เรียกว่า "ตำรวจ"
โครตงง ...
บัดนี้ "ตำรวจ" มีความหมายเป็น 2 ทาง คือ "ตำรวจ แบบกรมพระตำรวจ" ที่ image เป็นชาววัง องครักษ์ประจำองค์พระมหากษัตริย์ กับ "ตำรวจ แบบตำรวจภูธร" ที่ image เป็นชายล่ำดำเกรียม มีผ้าขาวม้าคาดพุง ...
ด้วยเหตุนี้ ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชกำหนดให้ "ตำรวจ" ที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์นั้น มีชื่อเรียกใหม่รวมทั้ง 8 กรมว่า "กรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์" ...
เป็นอันว่าแยกกันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ... "ตำรวจหลวง" กับ "ตำรวจราษฎร์"
ทีนี้ ... พอ 13 ตุลาคม พ.ศ.2465 ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ก็ทรงโปรดเกล้าฯให้กระทรวงนครบาล กับ กระทรวงมหาดไทย มีผู้บังคับบัญชาคนเดียวกัน ... กรมกองตระเวนก็เลยต้องไปรวมกับกรมตำรวจภูธร ... แต่ชื่อไม่รวมกัน ... ตั้งชื่อใหม่ดื้อๆว่า "กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน" ... ไม่เข้าใจ?! ทำไมต้องเก๊กใส่กัน
พอ พ.ศ.2469 กระทรวงนครบาลยุบรวมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างจริงจัง ... กรมตำรวจภูธรกับกรมพลตระเวน จึงยุบรวมกันภายใต้ชื่อใหม่(ตรงไหน?) ว่า "กรมตำรวจภูธร"
และช่วงนี้เองที่คำว่า "ตำรวจนครบาล" ได้ถือกำเนิดขึ้น ควบคู่กับ "ตำรวจภูธร" แต่ก็ยังสังกัด "กรมตำรวจภูธร" กรมเดียวกันอยู่ดี ต่างก็แค่หน้าที่เขตรับผิดชอบ
และเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 "กรมตำรวจภูธร" จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "กรมตำรวจ" (เฉยๆ)
เครื่องแบบตำรวจสมัยก่อน ชาวบ้านมักเรียกว่าพวก "หัวแดง-แข้งดำ"
ฉะนั้นแล้ว ... ตำรวจในปัจจุบัน ... ถามว่าสืบเชื้อสายมาจากไหน ... ถ้าว่ากันตามหลักเชื้อสาย ... ตำรวจตามโรงพักสืบเชื้อมาจากกองโปลิศ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับกรมพระตำรวจเลยแม้แต่น้อย
เพราะปัจจุบันกรมตำรวจหลวงรักษาพระองค์ได้กลายสภาพเป็นฝ่ายๆหนึ่งในกรมวัง ของสำนักพระราชวัง ไปเป็นที่เรียบร้อย ...
ตำรวจในปัจจุบันก็เพียงแค่กลุ่มอาชีพที่ยืมชื่อ "ตำรวจ" มาเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้ตัวเอง ...
ใช่เหรอ?
อันที่จริงประวัติศาสตร์ตำรวจดูเหมือนจะมืดมน เมื่อต้องเริ่มต้นยุคแห่งตำรวจสมัยใหม่ด้วยการมี "แขกอินเดีย" เป็นต้นแบบ ... แต่อันที่จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
โปลิศแขก หยุดกึกลงแทบจะสูญพันธุ์ในทันทีเมื่อปี พ.ศ.2448 หลังจากพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารถูกนำมาใช้ในแผ่นดินไทย
ด้วยเหตุเพราะ แรกเริ่มเดิมทีการก่อตั้งกองโปลิศนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระวิสัยทัศน์ตามอย่างกองโปลิศในสิงคโปร์ ที่นำเอาพวกแขกอินเดีย แขกกุรข่ามาเป็นกองกำลังรักษาความสงบในประเทศ
แต่รูปแบบของสิงคโปร์นั้นเกิดขึ้นและสัมฤทธิผลได้ด้วยเพราะว่าเป็นเมืองที่มีความแตกต่างหลากหลายมาก แต่ละชาติ แต่ละเชื้อสายที่เข้ามาในสิงคโปร์มีหน้าที่ถนัดของตัวเอง คนจีนค้าขาย คนแขกรักษาความปลอดภัย ฝรั่งปกครอง
ถามว่าทำไม "ตำรวจ" ต้อง "แขก"?
จริงๆไม่ใช่เหตุผลว่า "แขก" แต่เหตุผลคือ ตอนที่ทหารอังกฤษรบกับอินเดีย มีทหาร 2 กองทัพที่ทหารอังกฤษรู้สึกว่าน่าเกรงขาม หนึ่งคือ ทหารซิกข์ ที่มีลักษณะเด่นตรงที่ตัวใหญ่อย่างควาย สองคือ ทหารกุรข่า ที่รบเก่ง มีมีดอันเดียวก็รบชนะปืน
ฉะนั้นแล้วว่าด้วยหน้าที่แห่งการปราบปรามใช้กำลัง "แขก" ถือว่าเก่งในสายตาฝรั่ง
ทหารซิกซ์ ที่ถูกจ้างให้มาเป็น "โปลิศ" ในสยาม
ตำรวจกุรข่า ในสิงคโปร์ ในยุคปัจจุบัน จะเห็นว่าเอกลักษณ์ของนักรบกุรข่าคือมีดคูกรีที่ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ
แต่ทฤษฎีนำแขกมาปราบโจรดังกล่าว มิอาจใช้ได้ผลกับชนชาวสยาม ...
เพราะชาวสยาม ไม่กลัวแขก ...
แน่นอนว่าวลี "เจองูกับแขก ให้ตีแขกก่อนงู" มีใช้บนแผ่นดินนี้ เพียงแผ่นดินเดียวในโลก -_-'
ลองจินตนาการดูก็น่าจะรู้ว่าบ้านเมืองน่าจะวุ่นวายขนาดไหน เมื่อตำรวจแขกไม่ได้เป็นที่ยำเกรงของชาวประชาเลยแม้แต่น้อย
"ตำรวจแขก" จึงไม่เวิร์คเลยสำหรับประเทศไทยแลนด์ ดินแดนของไทยเรา
การสรรหาคนมาเป็นตำรวจแทนแขกในช่วงยุครอยต่อนั้น ไม่มีข้อมูลปรากฏแน่ชัด บ้างก็ว่าเอามอญมาเป็น บ้างก็ว่าเอาพวกจามมาเป็น ... ((พวกจาก ไม่ได้หมายถึงพวกเป็นหวัดนะ -_-' จามคือกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่ง))
พอราวๆปี พ.ศ.2444 รากฐานของตำรวจก็ได้หยั่งลงบนแผ่นดินเมื่อมีการจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้น เพื่อผลิตตำรวจซึ่งเป็นคนไทย ไปปกครองบังคับบัญชาตำรวจแขก ตำรวจมอญ และตำรวจจาม
และต่อมาอีก 4 ปี เมื่อพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารถูกนำมาใช้ในสยาม พระราชบัญญัตินี้จึงให้เกณฑ์ไพร่ฟ้าหน้าใสไปเป็นตำรวจภูธรด้วย สำหรับหัวเมืองที่ไม่มีการจัดตั้งกองทหาร ...
ก็เป็นอันว่า เราได้ตำรวจไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทย จับคนไทย ((เอ้ย!)) อย่างสมบูรณ์แบบมานับตั้งแต่นั้น ...
ตำรวจแขก ตำรวจมอญ ตำรวจจาม ตกงานไปตามระเบียบ
ในทรรศนะของผม ยุคสมัยที่มีการนำเอาคนต่างด้าวมาเป็นตำรวจ ผมเห็นว่าเป็นแค่ "พนักงานรักษาความปลอดภัย" ไม่ใช่ "ตำรวจ"
ถามว่าทำไม?
มันมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ ...
ตราโล่เขนที่เป็นตราประจำของตำรวจนั้น ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้เป็นตราประจำหน่วยเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2445 ...
หลังจากที่ "โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร" รากฐานของการที่ตำรวจไทยเริ่มที่จะเป็นคนไทยแท้ๆทำหน้าที่ ก่อตีั้งขึ้นไม่นาน ...
ตรากรมตำรวจ
ก่อนหน้านี้ ตำรวจใช้ตราหนุมานสี่กร
หนุมาน ไม่บอกก็รู้ว่าหมายถึงชนชาติใด ... รามเกียรติ์คงไม่ใช่มหากาพย์ของคนออสเตรเลีย ...
แต่ โล่เขน คือสัญลักษณ์ของนักรบไทยโบราณ ไทยแต๊ๆแต่กำเนิด
((อดขยายความไม่ได้ เห็นเข้าใจผิดกันเยอะมาก เรื่อง เขน
พูดถึง โล่ คงเข้าใจกันถ้วนหน้า แต่พอพูดถึง เขน ขึ้นมา เป็นอันต้องเถียงกันว่า คืออะไร
แท้จริง เขนคือเครื่องป้องกันนะครับ ... ไม่ใช่ดาบ
เป็นเครื่องป้องกันเหมือนโล่ แต่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ...
ส่วน เขน ในตราตำรวจนั้น เป็น พระแสงดาบเขน หรือพูดง่ายๆ "ดาบ" ชื่อ "เขน" เป็น 1 ใน 30 เครื่องราชูปโภค ในหมวดพระแสง (อาวุธ) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขนที่เป็นเครื่องป้องกันแต่อย่างใด ...))
เขน
และเมื่อสัญลักษณ์ของตำรวจเปลี่ยนจากแขก มาเป็นไทยแท้ๆ ทั้งยังเจือปนไปด้วยกลิ่นอายของ 'ราชสำนัก' แบบนี้ ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างตำรวจแขก กับตำรวจไทย ยิ่งดูห่างไกล
จริงอยู่ แม้ว่าในปัจจุบัน "ตำรวจ" ตามความหมายและการใช้ดั้งเดิมนั้น ได้กลายเป็นแผนกถวายความปลอดภัยแผนกหนึ่งในสำนักพระราชวัง ... แต่ "ใคร" ล่ะครับ ที่ทำหน้าที่อยู่ ณ ตรงนั้น ...
มันไม่ใช่ใครอื่นหรอก ก็ตำรวจอย่างพวกผมนี่แหล่ะ ที่เมื่อสมควรด้วยยศและเวลาแล้ว เกือบทุกคนจะต้องสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำหน้าที่เป็น "นายตำรวจราชสำนักเวร" ถวายความปลอดภัยให้กับองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เฉกเช่นเดียวกับข้าราชบริพารในกรมพระตำรวจทั้ง 8 กรมในสมัยโบราณ
จริงๆแล้วมี "นายตำรวจราชสำนักประจำ" ที่ทำหน้าที่เป็นราชองครักษ์แบบถาวร อยู่อีกส่วนหนึ่ง ...
สำหรับท่านที่เคยขับรถผ่านวังสวนจิตรฯก็ดี วังศุโขทัยก็ดี อาจเคยเห็นเจ้าหน้าที่เครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม ยืนอยู่ตามจุดต่างๆรายรอบวัง บางครั้งโชคดีอาจได้เห็นเจ้าหน้าที่ชุดเต็มยศสีเลือดหมู หมวกยาวๆสูงๆสีฟ้าๆ ขี่ม้าหลวงสีขาว (เสริม::ม้าตำรวจไม่เรียกเป็น 'ตัว' เรียกเป็น 'ม้า' เพราะเป็นม้าหลวง) ... นั่นก็ตำรวจทั้งนั้น
และนี่จะมีใครรู้รึเปล่าครับว่าหน้าที่รดน้ำต้นไม้ และดับเพลิงภายในเขตพระราชฐานทั่วประเทศเป็นหน้าที่ของตำรวจพลร่ม กองกำกับการ 5 ...
ตำรวจในปัจจุบัน อาจดูเหมือนเป็น"ตำรวจราษฎร์" มากกว่า"ตำรวจหลวง" แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่า แม้แต่ในพระราชบัญญัติตำรวจแหง่ชาติ พ.ศ.2547 (ฉบับปัจจุบัน) เองนั้น ได้กำหนดหน้าที่อันดับแรกของข้าราชการตำรวจไว้ในมาตรา 6 ข้อที่ 1 อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "รักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ"
จริงๆผมไม่อยากเขียนเรื่องของพิธีการแต่งตั้ง "ยศนายพล" ของตำรวจ ว่ามีความเป็น "ตำรวจหลวง" มากแค่ไหน
"พระแสงขรรค์ชัยศรี" คืออะไร "พระคฑา" คืออะไร
ทำไมใช้องค์นึงแตะบ่านายพลตำรวจ อีกองค์แตะบ่านายพลทหาร ...
เดี๋ยวทหารท่านจะน้อยเนื้อต่ำใจ ...
แม้ว่าทุกวันนี้ผมก็เป็นแค่ "ตำรวจราษฎร์" คนนึง ... ทำหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข อยู่บนความเกลียดชัง และภาพในแง่ลบที่ประชาชนมอง
แต่ครั้งนึงผมก็ภาคภูมิใจ ที่ได้เป็นตำรวจคนนึงที่ทำหน้าที่ "ตำรวจหลวงรักษาพระองค์" ในเขตราชวัตร หรือเขตมณฑลพิธีชั้นในสุด เมื่อครั้งงานพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ...
นี่แหล่ะ ที่เป็นเครื่องยืนยันว่า ... แม้ตำรวจไทยส่วนใหญ่ (95%) ในปัจจุบันจะไม่ได้มีหน้าที่เป็นองครักษ์ของพระมหากษัตริย์โดยตรง เฉกเช่นสมัยโบราณกาลแล้วก็ตาม
แต่เรา...ยังคงเป็น "ตำรวจในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เป็นชายชาญชาติเชื้อแห่ง"กรมพระตำรวจหลวง" ผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงไว้วางพระราชหฤทัย
ผู้ที่มีศักดิ์และสิทธิในคำว่า "ตำรวจ" ตามความหมายแต่โบราณ ไม่ใช่แต่เพียงคำว่า "โปลิศ"
เราคือ...ผู้ที่สามารถทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ ทั้งถวายอารักขาเฉกเช่นสมัยโบราณกาล และรักษาความสงบของบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ ...
นายตำรวจราชสำนักประจำ ผู้ทำหน้าที่ "ราชองครักษ์"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





